ser

16 July 2007 - ทุเรียนทอดกรอบ

ทุเรียนทอดกรอบ


ส่วนประกอบ

        ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง สุกห่าม เนื้อแข็ง

        น้ำมันพืชสำหรับทอด

        เนยสด

         เกลือป่นปริมาณเล็กน้อย(ใช้อัตราส่วนทุเรียนทอดกรอบ 1 กิโลกรัม เนยสด 3 ช้อนโต๊ะ และเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ)

กรรมวิธี

      1. เตรียมเนื้อทุเรียน หั่นหรือสไลด์เป็นชิ้นบางๆ ให้ขนาดเท่ากันสม่ำเสมอ

      2. ทอดในน้ำมันร้อน ให้เหลืองกรอบ ผึ่งให้สะเด็ดน้ำมัน

      3. นำเนยสดใส่ภาชนะให้ละลายโดยใช้ความร้อน เล็กน้อย เติมเกลือ แล้วนำทุเรียนที่ทอดมาคลุกผสม

      4. นำเข้าตู้อบลมร้อนที่ 55 - 60 องศาเซลเซียส ประมาณ 5 นาที นำออกมา พักให้เย็น

      5. บรรจุในภาชนะที่สะอาด แห้งและปิดสนิท หรือ ถุงโพลีเอทธิลีนชนิดหนา

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

16 July 2007 - การทำใบเตยผง

การทำใบเตยผง


วัตถุดิบที่ใช้

       ใบเตย,

       น้ำตาลทราย

กระบวนการผลิต

       1. นำใบเตยมาหั่นปั่นด้วยเครื่องเอาแต่น้ำ – ผสมน้ำตาล

       2. เคี่ยวให้แห้วร่อนด้วยตะแกงไม้ไผ่เพื่อคัดเลือก

       3.ให้เม็ดเท่ากัน บรรจุซอง

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

14 July 2007 - เต้าหู้แผ่น

เต้าหู้แผ่น


สูตร

      1.ถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม

      2.น้ำอุ่น 5 ลิตร

      3.ดีเกลือ 1 1/2 ช้อนชา (หนึ่งช้อนชาครึ่ง)

วิธีทำ

      1) ขั้นแรกทำเหมือนทำน้ำเต้าหู้ แต่น้ำอุ่นจะลดลงเหลือครึ่งนึงหลังจากต้มน้ำเต้าหู้เดือดแล้ว

      2) เตรียมน้ำดีเกลือ โดยละลายดีเกลือกับน้ำเล็กน้อย (ดีเกลือเนี่ยซื้อที่ร้านขายยาจีน ชื่อทางวิทยาศาสตร์เขาเรียกเมกนีเซียมซัลเฟท)

      3) เทน้ำดีเกลือลงในน้ำนมถั่วเหลือง ค่อยๆ คนจนน้ำนมตกตะกอน (ตอนที่เราเรียน อ.ยังไม่ให้ปิดไฟ แต่หรี่ไฟลง

เพราะต้องการให้เต้าหู้แยกตัวออกมาเร็วเพราะเวลามีน้อยเนื้อที่ออกมาจะไม่ค่อยละเอียด ถ้าต้องการให้เนื้อละเอียด ปิดไฟ

ใส่น้ำดีเกลือคนไปสักพัก แล้วทิ้งไว้สัก 30 นาที เนื้อเต้าหู้ค่อยๆแยกตัวออกมาเนื้อจะละเอียดกว่า)

     4) เทใส่แบบพิมพ์ ซึ่งปูด้วยผ้าขาวบางก่อน แล้วทบผ้าขาวบางคลุมให้มิดแล้วทับด้วยของหนักนาน 30 นาทีจะได้เต้าหู้แผ่น

     *ถ้าต้องการเก็บเต้าหู้ไว้กินสักอาทิตย์นึงโดยไม่ให้มีกลิ่นเปรี้ยวก็เอาเต้าหู้ที่ได้แช่ไว้ในน้ำต้มสุก แล้วเก็บในตู้เย็น ช่องธรรมดา

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

14 July 2007 - การทำขิงดอง

การทำขิงดอง


สิ่งที่ต้องเตรียม

    1. ขิงอ่อน 1/2 กิโลกรัม

    2. เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ

    3. น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

    4. น้ำส้มสายชู 200 กรัม

    5. น้ำตาลทราย 200 กรัม

    6. เกลือป่นไทย 4 ช้อนชา

วิธีทำ

     1. ปอกเปลือกขิง และแกะสลักให้สวยงาม จากนั้นคลุกขิงกับเกลือป่น และน้ำมะนาว พักไว้ประมาณ 15 นาที (เพื่อให้ขิงมีสีชมพู)

จึงตักขึ้น พักไว้ ให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำใส่ขวดโหลที่ล้างสะอาดแล้ว

    2. ต้มน้ำส้มสายชูกับน้ำตาลทราย และเกลือป่นไทย จนน้ำตาลทรายละลายหมด จึงยกลง พักไว้จนเย็นสนิท เทส่วนผสมน้ำเชื่อมที่ได้

ใส่ในขวดโหลที่มีขิงจนเต็ม ปิดฝาให้สนิท นำเข้าตู้เย็นประมาณ 1 สัปดาห์ จึงรับประทาน

    หมายเหตุ หากน้ำเชื่อมในขวดโหล สำหรับดองขิงเกิดฟองอากาศ ให้นำน้ำเชื่อมไปต้มจนเดือด แล้วพักไว้จนเย็นสนิท

จึงเทลงในขวดโหลที่มีขิงดองอยู่

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

13 July 2007 - จุลินทรีย์กล้วย

จุลินทรีย์กล้วย


ส่วนประกอบ

       ๑. กล้วย ๓ กก.

       ๒. น้ำตาลทรายแดง ๑ กก.

       ๓. น้ำ ๑๐ กก.

วิธีทำ

       ๑. หั่นกล้วยให้เป็นชิ้นเล็กลง

       ๒. คลุกเคล้ากับ น้ำตาลทรายแดงให้เข้ากันอย่างดี หมักไว้ ๑๕ วัน แล้วเติมน้ำอีก ๑๐ กก. หมักต่อไปอีก ๓ เดือน

วิธีใช้

       ละลายน้ำ ๑๐ ส่วน กับน้ำตาลทรายแดง หรือ น้ำผึ้งตามชอบใจ ผสมกับน้ำกล้วยที่กรองเรียบร้อยแล้ว ๑ ส่วน หมักไว้ ๑ คืนวันรุ่งขึ้นสามารถดื่มได้

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

13 July 2007 - นมถั่วเหลือง

นมถั่วเหลือง


เครื่องปรุง

       ๑. ถั่วเหลือง 3 ขีด

       ๒. น้ำ 4 ถ้วยตวง

       ๓. ถั่วลิสง ? ถ้วยตวง

       ๔. น้ำตาลทราย 1 ? ถ้วยตวง

วิธีทำ

       ๑. คัดเลือกถั่วเหลืองเอาเฉพาะเมล็ดที่สมบูรณ์ ล้างน้ำให้สะอาด

       ๒. แช่ถั่วเหลืองด้วยน้ำร้อนประมาณ 1 ชั่วโมง (ถ้าต้องการเร็วกว่านี้โม่ถั่วเหลืองให้แตกเป็นซีก นำไปแช่น้ำร้อนมาณ ๑ ชั่วโมง เมล็ดถั่วจะพองออก) ล้างเปลือกออกให้หมด

       ๓. คั่วถั่วลิสงให้สุกเหลือง แล้วฝัดเอาเปลือกออก

       ๔. โม่หรือโขลกถั่วเหลืองให้ละเอียด หรืออาจใช้เครื่องปั่นไฟฟ้าก็ได้ ขณะที่โม่หรือใช้เครื่องปั่นต้องผสมถั่วลิสงลงไปด้วย

       ๕. ผสมถั่วที่บดละเอียดกับน้ำ ๑๔ ถ้วยตวง กรองด้วยผ้าขาวบางเอากากออก

       ๖. ต้มนมถั่วเหลืองพอร้อน ใส่น้ำตาลทรายคนให้ละลาย กรองด้วยผ้าขาวบางเทใส่หม้อ ต้มให้เดือดแล้วยกลง จะดื่มร้อนหรือเย็นก็ได้

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

10 July 2007 - ข้าวหมาก

ข้าวหมาก


       ข้าวหมากเป็นอาหารหมักพื้นบ้านของไทย ทำจากข้าวเหนียวทั้งข้าวเหนียวธรรมดา และข้าวเหนียวดำ แต่ข้าวเหนียวดำมักไม่ค่อยพบบ่อยนัก ในการทำข้าวหมากจะต้องใช้ลูกแป้งข้าวหมาก ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนแป้งครึ่งวงกลม สีขาวนวล น้ำหนักเบา ในลูกแป้งข้าวหมากจะมีเชื้อราสกุล Mucor sp., Amylomyces sp. ซึ่งสามารถสร้างเอนไซม์อมิเลสออกมาย่อยแป้งในข้าวเหนียวให้เป็นน้ำตาล น้ำตาลหรือน้ำหวานที่ได้จากการย่อยข้าวเหนียวนี้ เรียกว่า น้ำต้อย มีความหวานประมาณ 30-40 องศาบริกซ์ (ปริมาณน้ำตาลคิดเป็นกรัม ของน้ำซูโครสต่อ 100 มิลลิลิตร) น้ำต้อยที่ย่อยได้ในระยะแรกช่วงวันที่ 1 และ 2 ยังไม่ค่อยหวานจัด เพราะแป้งยังถูกย่อยไม่สมบูรณ์ จะเริ่มหวานจัดประมาณวันที่ 3 และถ้าหมักไว้นานสัปดาห์จะมีกลิ่นเหล้าอ่อน ๆ เนื่องจากมียีสต์บางชนิดเช่น ยีสต์ในสกุล Sacchacomyces sp., หมักน้ำตาลในข้าวหมากเป็น แอลกอฮอล์ จึงควรเก็บข้าวหมากไว้ในตู้เย็นเมื่อหมักได้ที่แล้ว

    ลูกแป้งข้าวหมาก

   ลูกแป้งข้าวหมากมีลักษณะเป็นก้อนแห้งครึ่งวงกลม สีขาวนวล เนื้อแป้งโปร่งมีเส้นใยของเชื้อราเกาะอยู่ทั่วไป เมื่อมีอายุมากจะมีสีน้ำตาลเข้มขึ้น ลูกแป้งแต่ละเจ้าจะมีเชื้อราและยีสต์ต่างสายพันธุ์กัน ลูกแป้งที่ดีจะต้องใช้แป้งเชื้อที่ดี มีการรักษาความสะอาด ควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นขณะทำลูกแป้งให้พอเหมาะ ส่วนประกอบที่สำคัญของลูกแป้ง ได้แก่ เครื่องเทศ น้ำ และแป้งเชื้อลูกแป้งแต่ละเจ้าจะมีสูตรการทำลูกแป้งแตกต่างกันออกไป ได้แก่

สูตรลูกแป้งข้าวหมากของขุนกฤษณามรวิสิฐ

     ชะเอม 3 ตำลึง

     พริกไทย 1 ตำลึง

     ดีปลี 2 ตำลึง

    กระเทียม 7 ตำลึง

    ขิง 2 ตำลึง

    ข่า 1 ตำลึง

    ข้าวเจ้า 10 ชั่ง

วิธีทำลูกแป้งข้าวหมาก

    1. ผสมแป้งกับน้ำ หรือตำข้าวกับน้ำจนละเอียด

    2. นวดให้น้ำซึมไปทุกส่วนของแป้ง

    3. ผสมเครื่องเทศตามสูตร

    4. โรยแป้งเชื้อหรือลูกแป้งเก่าที่บดละเอียดแล้ว

    5. นวดให้ส่วนผสมและแป้งเชื้อเข้ากัน

    6. ทิ้งไว้ให้แป้งชื้นสักครู่

    7. ปั้นเป็นก้อนวางบนกระด้งที่โรยด้วยแป้งเชื้อปนไว้แล้ว

    8. เมื่อวางลูกแป้งเต็มแล้วโรยแป้งเชื้อทับอีกครั้ง

    9. ปิดด้วยกระด้งคลุมด้วยผ้าหนา ๆ บ่มไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง

    10. จนเส้นใยราขึ้นเต็มก้อนแป้ง

    11. เปิดผ้าคลุมออกผึ่งให้แห้งในที่ร่ม

    12. นำไปตากแดดจนแห้งสนิท แล้วเก็บในภาชนะที่ปิดมิดชิด

วิธีการทำแป้งข้าวหมาก

     1. ข้าวเหนียวอย่างดี

     2. ล้างและแช่น้ำค้างคืนหรืออย่างน้อยประมาณ 3 ชั่วโมง

     3. เอาขึ้นจากน้ำ สะเด็ดน้ำรองด้วยผ้าขาวบาง

    4. นึ่งจนข้าวเหนียวสุกทั่วถึงกัน

    5. ผึ่งข้าวให้เย็น

    6. ล้างด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำปูนใสจนข้าวหมดยาง

    7. เมล็ดข้าวร่วนไม่ติดกัน

    8. สะเด็ดน้ำให้แห้งมากที่สุด เพราะถ้าข้าวเปียกหรือแฉะจะมีเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ข้าวหมากเปรี้ยวได้ง่าย

    9. เกลี่ยข้าวให้กระจายหนาเท่า ๆ กัน แล้วโรยและคลุกลูกแป้งข้าวหมาก บดละเอียดแล้วให้สม่ำเสมอเบา ๆ (ใช้ลูกแป้ง 0.2% โดยน้ำหนักของข้าวเหนียวดิบ หรือลูกแป้ง 1 ลูก ต่อข้าวเหนียวดิบประมาณ 2 ลิตร

    10. บรรจุใส่ภาชนะที่แห้งและสะอาด เช่น กล่อง หรือห่อใบตองให้ข้าวเรียงตัวกันหลวม ๆ ไม่กดแน่น ไม่ควรหนามาก และให้มีที่ว่างเหนือภาชนะเพื่อให้มีอากาศเพียงพอ

    11. เก็บไว้ในที่ร่มประมาณ 2-3 วัน จนเป็นข้าวหมากที่มีรสหอมหวานชวนรับประทาน

การเสียของข้าวหมาก

การทำข้าวหมากเป็นวิธีที่ง่าย แต่การทำข้าวหมากให้มีคุณภาพดีทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะข้าวหมากที่ได้บางครั้ง มีกลิ่นรสไม่ดี รสหวานเท่าที่ควร มีรสเปรี้ยวมาก ข้าวหมากมีน้ำมากเกินไป เมล็ดข้าวไม่สวย บางครั้งมีสีแดง หรือมีสปอร์ราสีดำหรือสีน้ำตาลเกิดขึ้น

สาเหตุของการเสียของข้าวหมาก

1. สาเหตุจากข้าวและวิธีการเตรียมข้าวสำหรับหมักไม่เหมาะสม ทำให้ข้าวหมากรสไม่หวานเท่าที่ควร และมีรสเปรี้ยวอยู่มากและข้าวแฉะเมล็ดไม่สวย สาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่

   1.1 พันธุ์ข้าวที่ใช้และคุณภาพของข้าวไม่ดี

   1.2 นึ่งข้าวนานเกินไปทำให้ข้าวนึ่งเละ เมื่อล้างน้ำทำให้ข้าวเหนียวแฉะ

   1.3 ข้าวที่นึ่งสุกไม่ทั่วถึงทำให้ข้าวหมากแข็งเป็นไตภายในเมล็ดข้าว เนื่องจากแช่ข้าวเหนียวไม่นานพอหรือนึ่งเร็วเกินไป

   1.4 ล้างข้าวขณะที่ข้าวยังร้อนอยู่ทำให้ข้าวเหนียวแฉะ

   1.5 คลุกลูกแป้งกับข้าวเหนียวขณะที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ ทำให้ความชื้นของข้าวสูง เกิดการเปรี้ยวเนื่องจากเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย

2. สาเหตุจากลูกแป้งข้าวหมาก ได้แก่

   2.1 ลูกแป้งเก่าเกินไป เชื้อข้าวหมากส่วนใหญ่ตายไปแล้ว ทำให้ใช้เวลาหมักนานขึ้น ข้าวหมากมีกลิ่นไม่ค่อยดี รสหวานน้อย และเสียได้ง่าย

   2.2 ลูกแป้งไม่ดี ลูกแป้งเสีย มีเชื้อรา และยีสต์ปนเปื้อนมาก ทำให้ข้าวหมากเปรี้ยวหรือมีกลิ่นรสผิดไปจากปกติ

   2.3 ใช้ลูกแป้งน้อยเกินไป ได้ข้าวหมากช้า เนื้อข้าวไม่ฟูนิ่มตลอด เมล็ดข้าวมีสีไม่น่ารับประทาน ออกสีน้ำตาลมาก

   2.4 ใช้ลูกแป้งมากเกินไป ข้าวหมากได้ที่เร็วเกินไป เก็บไว้ได้ไม่นาน มีกลิ่นของเครื่องเทศแรงเกินไป

3. สาเหตุจากน้ำและภาชนะที่ใช้ไม่สะอาด ถ้าน้ำที่ใช้และภาชนะที่ใช้ไม่สะอาด จะทำให้เกิดการเสียของข้าวหมากขึ้นได้ นอกจากนี้ การเลือกใช้น้ำคุณภาพดี จะมีผลดีต่อคุณภาพของข้าวหมากที่ได้ เพราะคุณสมบัติและองค์ประกอบทางเคมีของน้ำ มีผลต่อรสชาติและคุณภาพของข้าวหมาก

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

10 July 2007 - กระดาษสา

การเตรียมวัตถุดิบ ต้องคัดเลือกปอสาที่อ่อนและแก่แยกจากกัน นำไปแช่น้ำประมาณ 3 ชั่วโมงและไม่ควรเกิน 24 ชั่วโมง การแช่น้ำจะทำให้เปลือกปอสาอ่อนตัว จากนั้นนำไปใส่ภาชนะต้ม ใส่โซดาไฟหรือน้ำด่างจากขี้เถ้า เพื่อช่วยให้โครงสร้างของเปลือกปอสาเปื่อยและแยกจากกันเร็วขึ้น ใช้โซดาไฟประมาณ 10-15% อย่าใช้มากไป เพราะอาจไปทำลายเยื่อมากเกินไป ต้มให้ได้นาน 2-3 ชั่วโมง จากนั้นเมื่อต้มเสร็จแล้ว นำปอสาล้างน้ำจดหมดด่าง

การทำเป็นเยื่อ

ต่อมาขั้นที่ 2 การทำเป็นเยื่อ มี 2 วิธี ให้เลือก คือทุบด้วยมือ หรือใช้เครื่องตีเยื่อ ถ้าทุบด้วยมือ ใช้ปอสาหนักประมาณ 2 กิโลกรัม ต้องทุบนาน 5 ชั่วโมง แต่ถ้าใช้เครื่องจะใช้เวลาประมาณ 35 นาที จากนั้นนำเยื่อไปฟอกไม่ให้ขาวนัก แต่ถ้าชอบขาวๆต้องใช้ผงฟอกสีเข้าช่วย

การทำเป็นกระดาษ

ขั้นตอนที่ 3 คือ การทำเป็นแผ่นกระดาษ นำเยื่อปอสาใส่ในอ่างหรือภาชนะที่เหมาะสม ใส่น้ำระดับพอเหมาะแล้วใช้ไม้พายคนเยื่อในอ่างให้ทั่ว เพื่อให้เยื่อลอยตัวและกระจายออกจากกันสม่ำเสมอ

การลอกกระดาษและตกแต่งเพิ่มเติม

จากนั้นนำแม่พิมพ์สำหรับทำแผ่นกระดาษมาซ้อนเยื่อต่อไป ส่วนการทำแผ่นมีให้เลือก 2 วิธี คือแบบตักกับแบบเตะ

แบบตัก ใช้แม่พิมพ์ลักษณะเป็นตะแกรงไนลอน ขนาด 50 คูณ 60 เซนติเมตร หรือทำขนาดตามขนาดกระดาษที่ต้องการ ช้อนตักเยื่อเข้าหาตัว ยกตะแกรงขึ้นตรงๆแล้วเทน้ำออกไปทางด้านหน้าโดยเร็ว จะช่วยให้กระดาษมีความสม่ำเสมอ

สำหรับแบบแตะ มักใช้ตะแกรงที่ทำจากผ้าใยบัวหรือผ้ามุ้งที่มีเนื้อละเอียดและใช้วิธีชั่งน้ำหนักของเยื่อเป็นตัวกำหนดความหนาของแผ่นกระดาษ นำเยื่อใส่ในอ่างน้ำ ใช้มือเกลี่ยกระจายเยื่อบนแผ่นให้สม่ำเสมอ

ขั้นตอนสุดท้ายลอกแผ่นกระดาษ นำตะแกรงไปตากแดดประมาณ 1-3 ชั่วโมง กระดาษสาจะแห้งติดกันเป็นแผ่น จึงลอกกระดาษสาออกจากแม่พิมพ์

เปลือกปอสาหนัก 1 กิโลกรัม สามารถทำกระดาษสาได้ประมาณ 10 แผ่น

 

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

10 July 2007 - กล้วย

กล้วยกุ้งเขียว กล้วยไข่พระตะบอง กล้วยครั่ง กล้วยนาก กล้วยหอมแกรนด์เนน

กล้วยหอมเขียว กล้วยหอมเขียวค่อม กล้วยหอมทอง กล้วยกล้าย กล้วยขม

กล้วยไข่โบราณ กล้วยงาช้าง กล้วยนมสวรรค์ กล้วยนมสาว กล้วยน้ำกาบดำ

กล้วยน้ำฝาด กล้วยนิ้วจรเข้ กล้วยนิ้วมือนาง กล้วยไข่ กล้วยไข่ทองเงย

กล้วยทองร่วง กล้วยน้ำไท กล้วยน้ำนม กล้วยเล็บมือนาง กล้วยสา

กล้วยหอมจันทน์ กล้วยตีบ กล้วยนมหมี กล้วยนางพญา กล้วยน้ำว้า

กล้วยน้ำว้าเขียว กล้วยน้ำว้าค่อม กล้วยน้ำว้าดำ กล้วยน้ำว้านวล กล้วยน้ำว้าลูกไส้ดำ

กล้วยพม่าแหกคุก กล้วยส้ม กล้วยหักมุก กล้วยหิน กล้วยตานี

กล้วยเทพรส กล้วยนวล กล้วยบัวสีชมพู กล้วยบัวสีส้ม กล้วยผา

กล้วยรุ่งอรุณ กล้วยเล็บช้างกุด กล้วยหก กล้วยมัน กล้วยไร่

กล้วยสามเดือน กล้วยหลวง กล้วยขี้แมวหาดใหญ ่กล้วยป่าใบกระ กล้วยป่าใบไม่กระ

กล้วยป่ามาเลเซีย กล้วยหวานทับแม้ว

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

3 July 2007 - ขนมกล้วย

ขนมกล้วย

ส่วนผสม

กล้วยน้ำว้าสุก 40 ผล
มะพร้าว 1.5 กิโลกรัม
แป้งข้าวจ้าว 1/2 กิโลกรัม
แป้งมัน 3/4 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 700 กรัม
เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
ใบตอง 2 กิโลกรัม

ปริมาณผลผลิต

         ขนมกล้วย      120    ชิ้น

วิธีทำ

         1.  แบ่งมะพร้าวไว้ 4 ขีด สำหรับโรยหน้าส่วนที่เหลือคั้นกะทิให้ได้ 4 ถ้วย

         2.  ผสมกล้วย น้ำกะทิแป้งข้าวจ้าวแป้งมันมะพร้าวขูด 2 ขีด (แบ่งมาจากที่กันไว้ 4 ขีด) เกลือ ผสมไว้ให้เข้ากัน (กล้วยต้องบดให้เละๆ)

         3.  ใบตองเช็ดสะอาด ฉีกกว้าง 5 นิ้ว 120 แผ่น กว้าง 4 นิ้ว 120 แผ่น แต่ละแผ่นยาว 9-10 นิ้ว เจียนหัวท้ายให้แหลมตักขนมกล้วยใส่ โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดแล้วห่อ ใช้ใบมะพร้าวสดคาดตรงกลางห่อ กลัดด้วยไม้กลัด นึ่งนาน 15 นาที ยกลง ทิ้งให้เย็นรับประทานได้ 

  Report Illegal Ads

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

3 July 2007 - มะม่วงดอง

มะม่วงดอง

ส่วนผสม

มะม่วงแก้ว 100 ผล
เกลือป่น 3.5 กิโลกรัม
น้ำสะอาด 17.5 กิโลกรัม
ปูนแดง 1 ถ้วยตวง
โซเดียมเบนโซเอท(ยากันบูด) 1.7 กรัม

วิธีทำ

          1.  มะม่วงแก้วดิบแก่จัด ล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง

          2.  เตรียมน้ำที่จะดอง โดยนำเกลือและปูนต้มกับน้ำให้เดือด กรองให้สะอาด ทิ้งไว้ให้เย็น ใส่โซเดียมเบนโซเอท คนให้เข้ากัน

          3.  เรียงมะม่วงลงในภาชนะที่จะดอง เทน้ำดองใส่ลงให้ท่วมมะม่วง ปิดฝาอย่าให้อากาศเข้าทิ้งไว้ 1 เดือน รับประทานได้

หมายเหตุ

          มะม่วงดองสูตรนี้จะเค็ม เนื่องจากเก็บไว้ได้นาน ถ้าจะนำไปรับประทานควรแช่น้ำเย็นไว้ 1-2 วัน และเปลี่ยนน้ำเสมอ จึงนำไปรับประทานหรือทำแช่อิ่มต่อไป

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

<- Last Page :: Next Page ->

About Me


>
«  January 2009  »
MonTueWedThuFriSatSun
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

Recent Posts

• ทุเรียนทอดกรอบ
• การทำใบเตยผง
• เต้าหู้แผ่น
• การทำขิงดอง
• จุลินทรีย์กล้วย
• นมถั่วเหลือง
• ข้าวหมาก
• กระดาษสา
• กล้วย
• ขนมกล้วย
• มะม่วงดอง
• ฝรั่งดอง
• น้ำส้มสายชู
• น้ำส้มสายชู
• น้ำตาลจึงช่วยกระตุ้นทำให้ ต้นไม้ออกดอกได้
• สกัดน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์
• ทีมชาติออสเตรเลีย
• หัวผักกาดเค็ม
• กะปิ
• เต้าเจี้ยว
• ฉะเชิงเทราหรือแปดริ้ว
• เครื่องถ่ายเอกสาร
• คอมพิวเตอร์
• เครื่องปริ้นเตอร์

Friends

Earn $$ with WidgetBucks!



Power By : BlogKa.com - Free Blog Hosting